วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

ข้อคิดดีๆ รับปีใหม่^^

มีไปทำไม?โดย ว.วชิรเมธี

มีเงินนับแสนล้านบาท   แต่ใช้จริงวันละไม่ถึง 100 บาท
มีไปทำไม?
มีเตียงใหญ่โตมโหฬาร   แต่นอนเพียงแค่เต็มแผ่นหลัง
มีไปทำไม?
มีนาฬิกาแสนแพง   แต่ไม่เคยทำอะไรตรงเวลา
มีไปทำไม?
มีเวลาอยู่ในโลกไม่ถึงร้อยปี   แต่กลับแบ่งเวลาไปริษยาคนอื่น
ทำไปทำไม?
มีกฏหมายนับพันมาตรา   แต่มีอาชญากรอยู่เต็มเมือง
มีไปทำไม?
มีพ่อแม่อยู่ที่บ้าน   แต่ไม่เคยปรนนิบัตรท่านเลย
มีไปทำไม?
มีคนรักที่แสนดีอยู่ข้างกาย แต่ไม่เคยแบ่งเวลาให้กันเลย
มีไปทำไม?
มีรองเท้าเป็นพันคู่   แต่ใส่จริงแค่วันละคู่
มีไปทำไม?
มีมือมีเท้าสมบูรณ์   แต่ไม่เคยลงแรงทำอะไรเลย
มีไปทำไม?
มีเท้าอยู่สองข้าง   แต่ไม่เคยเดินเข้าหาโอกาสเลย
มีไปทำไม?
มีปัญญาอยู่กับตัว   แต่กลับใช้อารมณ์เป็นส่วนใหญ่
มีไปทำไม?

คงจะมีประโยชน์ กับทุกๆคนบ้าง

วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553

HNY2011. ' สวัสดีปีเถาะ

Happy Prosperous New Year 2011

H...happy มีสุข สนุกสนาน
A...advance ก้าวหน้า หาสิ่งใหม่
P...proud พร้อมเพียบเรื่อง ภาคภูมิใจ
P...protect ปลอดภัย จากภยันต์
Y...young สาวหนุ่ม อายุมั่น วรรณะผ่อง
N...normal ไม่ขัดข้อง ทุกสิ่งสรร
E...easy ง่ายดาย สารพัน
W...wealth เงินทองพลัน ไหลเทมา
Y...year สองศูนย์หนึ่งหนึ่ง ให้เริงรื่น
E...else อันสิ่งอื่น ให้สมปรารถนา
A...aim จุดมุ่งหมาย ไกลสุดตา
R...receive ให้ได้มา สมดั่งใจ...^^

วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

รู้ไหมทำไมน้ำมันถึงแพง?

เป็นไปตามที่ทุกฝ่ายคาด...คือ “อั้นไม่หยุด-ฉุดไม่อยู่” สำหรับสถานการณ์ “ราคาน้ำมัน” ที่นับวันจะขยับ “แพงขึ้น” ด้วยจังหวะที่ชวน “สยองใจ” เดือดร้อนกันทั่วหน้า...ตั้งแต่คนกระเป๋าหนักที่มีรถขับ จนถึงคนรากหญ้าที่ต้องพึ่งพารถโดยสาร-รถเมล์ สินค้าอุปโภคบริโภคทั้งระดับบน-ระดับล่างก็ชักแถวขึ้นราคา...

ไม่ต้องเลี้ยง-ไม่ต้องปลูก...ก็แค่ขุดขึ้นมาขาย
แต่ไฉน “น้ำมัน” จึงแพงแล้ว...ก็แพงอีก ??

“น้ำมันแพง” บ้างก็ว่าเพราะประเทศเศรษฐีน้ำมัน บ้างก็ว่าเพราะมีการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายน้ำมัน บ้างก็ว่าเพราะกลไก-กติกาด้านพลังงานน้ำมันของประเทศไทย ซึ่งที่จริงแล้วมันหลายปัจจัย

เทียนชัย จงมีเพียร ที่ปรึกษาสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน บอกว่า... “น้ำมันดิบ” ในโลกนี้มีหลายแหล่ง ในเอเชียก็เช่นที่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน แต่ก็มีในปริมาณที่ไม่มาก จะกลั่นใช้ในประเทศเป็นหลัก เหลือส่งออกไม่มาก

สหรัฐอเมริกา ก็มีน้ำมัน แต่กลั่นใช้ในประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการ มีส่งออกบ้างก็น้อยมาก จึงต้องมีการนำเข้า เช่นเดียวกับ จีน ที่เป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันจำนวนมากเช่นกัน เพราะว่าเศรษฐกิจในประเทศกำลังขยายตัว จึงมีความต้องการใช้น้ำมันเยอะมาก

“ประเทศไทยก็ซื้อน้ำมันดิบจากมาเลเซียบ้าง อินโดนีเซียบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากตะวันออกกลางมากที่สุด โดยไทยนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นเอง 90% คิดเป็นปริมาณ 600,000-700,000 บาร์เรล/วัน ส่วนอีก 10% นั้น ได้มาจากอ่าวไทย หรือที่กำแพงเพชร”


ผู้สันทัดกรณีบอกต่อไปว่า... “ราคาน้ำมัน” ในตลาดโลกนั้น มีการอ้างอิงอยู่ 4 ตลาดคือ ราคาเวสต์ เทกซัส ที่สหรัฐ จะแพงมากถึงแพงที่สุด เพราะน้ำมันที่ซื้อขายกันในตลาดนี้จะมีคุณภาพสูง มีค่าการกลั่นน้อย

ราคาเบรนท์ ที่อังกฤษ เป็นศูนย์รวมราคาน้ำมันที่ซื้อขายในยุโรป ขณะที่ตะวันออกจะใช้ ราคาดูไบ ซึ่งเมื่อก่อนใช้ราคาของซาอุดีอาระเบีย แต่ภายหลังซาอุฯเปลี่ยนกลไกราคา จึงใช้ราคาน้ำมันที่ดูไบแทน

สำหรับเอเชีย รวมถึงไทย จะอ้างอิงราคาสิงคโปร์

ประเทศไทยซื้อน้ำมันดิบเข้ามากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปขายเองในประเทศ ก็ต้องซื้อโดยใช้ราคาอ้างอิงที่สิงคโปร์ และการตั้งราคาขายก็ต้องแอบชำเลืองราคาตลาดสิงคโปร์ด้วย ซึ่งสาเหตุที่ต้องอ้างอิงก็เพราะน้ำมันเป็นสินค้าที่เคลื่อนย้ายเสรี หากตั้งราคาถูกกว่า...ประเทศอื่นก็จะเข้ามาซื้อ หากตั้งแพงก็ไม่มีใครซื้อ

ที่ประเทศสิงคโปร์มีโรงกลั่นน้ำมันที่มีคุณภาพดี 5 แห่ง ในแต่ละวันมีการซื้อขาย มีการจดราคาสูงสุด-ต่ำสุดในแต่ละวันเอาไว้ และเฉลี่ยเป็นค่ากลางออกมา ซึ่งราคาน้ำมันอ้างอิงที่สิงคโปร์จะเป็นราคากลางที่ผู้ซื้อและผู้ขายมาตกลงกัน ไม่ใช่ราคาที่ทางสิงคโปร์เป็นคนตั้ง

“เราต้องอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ 2 ต่อ และราคาที่เปลี่ยน แปลงในแต่ละวันนั้นเกิดจากการตกลงซื้อขายล่วงหน้า รวมถึงการเก็งกำไรจากราคาน้ำมัน ทำให้เราต้องกลืนเลือดตรงจุดนี้ เพราะเป็นผลพวงมาจากกฎเกณฑ์การค้าเสรีของมหาอำนาจในโลกใบนี้”


ผู้สันทัดกรณีระบุอีกว่า... ราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากหน้าโรงกลั่นไปจนถึงราคาหน้าปั๊มนั้น ต้องมีการบวกภาษีต่าง ๆ อาทิ ภาษีสรรพสามิต ภาษีของกระทรวงมหาดไทย ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินกองทุนชดเชยพลังงาน เงินกองทุนอนุรักษ์พลังงานค่าการตลาด ฯลฯ ซึ่ง “ทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นไปอีก !!” อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีสรรพสามิตของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้ว... ก็ถือว่าต่ำ

ทั้งนี้ทุกวันนี้ประเทศต่าง ๆ อย่าง เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ก็อยู่ในช่วงไล่ล่าหาแหล่งสัมปทานน้ำมัน โดยแหล่งที่ถูกหมายปองจับจ้องก็คือในแถบแอฟริกา อาทิ ไนจีเรีย ซึ่งทางไทยเองก็พยายามที่จะเข้าไปลงทุนในธุรกิจสัมปทานน้ำมันในต่างประเทศเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจในเอเชียแล้ว...คงสู้เขาไม่ได้

กลไกการซื้อขายในตลาดน้ำมัน โดยเฉพาะ “การเก็งกำไร” ของนักธุรกิจ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “น้ำมันแพง” แล้วก็ยังมีปัจจัยเสริมอื่น ๆ รวมถึงมีปัจจัยธุรกิจน้ำมันในประเทศต้อง “ทำกำไร” ให้กับธุรกิจ... ซ้ำอีกต่างหาก และนับวันคนไทยจะยิ่งต้อง “กลืนเลือด” เพราะน้ำมัน แพง !!

เพราะปริมาณน้ำมันสำรองในโลกใบนี้มีจำกัด !!

เรื่องปริมาณน้ำมันสำรองจะมีให้ชาวโลกได้ใช้อีกกี่ปีแน่นั้น จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ค่อยชัดเจน ทางสหรัฐก็ว่ายังอีกนาน ยังมีปริมาณสำรองราว 1 พันล้านล้านบาร์เรล เพราะต้องการที่จะให้มีการลงทุนในธุรกิจนี้ต่อไป บางกระแสก็ว่าจะมีใช้กันอีก 50-60 ปี แต่ทางตะวันออกกลางที่เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันหลักก็ว่ามีให้ใช้ต่อไปอีกเพียง 5-10 ปีเท่านั้น ซึ่งความไม่ชัดเจนตรงนี้ก็ไปเข้าทาง “นักเก็งกำไร” เต็ม ๆ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีให้ใช้อีกนาน-ไม่นาน ในที่สุดก็ต้อง “หมด” แน่นอนเลยว่าต่อไปน้ำมันจะยิ่งแพงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหายากขึ้น ในขณะที่ในไทยเราเรื่อง “พลังงานทดแทนน้ำมัน” ยังไปไม่ถึงไหน ?!?

ในอนาคตอีกไม่ไกล...น้ำมันอาจจะ “แพงเป็นทอง”
ในอนาคตอันใกล้...อาจมี “สงครามแย่งน้ำมัน”
ณ วันนี้...ดีที่สุดก็คือ “ช่วยกันประหยัดน้ำมัน”.

วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

คุณรู้หรือไม่ว่า...มีอยู่ 2 ประเทศ ไม่สามารถใช้ชื่อ Gmail ได้

คุณรู้หรือไม่ว่า...มีอยู่ 2 ประเทศ ไม่สามารถใช้ชื่อ Gmail ได้ 

นักท่องเน็ทส่วนใหญ่ต้องมี อีเมล (Email) อย่างน้อย คนละ 2 ชื่อ เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนเรื่องราวระหว่างกัน อีเมลยอดนิยมส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้น Hotmail Yahoo และ Gmail

 

Gmail คือ บริการฟรีอีเมล ที่จัดทำขึ้นโดย Google เปิดตัวให้ทดลองใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2547 ในตอนนั้น Gmail ยังอยู่ในช่วงพัฒนา ผู้ที่ต้องการใช้งานจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการเชิญ (invite) เท่านั้น แต่เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทาง Google ได้เปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถใช้งาน Gmail โดยสมัครผ่านทางหน้าเว็บ www.gmail.com ได้เลย ถือว่าเป็นการเปิดศึกของการให้บริการ ฟรีอีเมล ที่น่าจับตามอง

 

บริการ Gmail ดีอย่างไร ???

 

Gmail ได้เปรียบผู้ให้บริการฟรีอีเมลทั่วไปในเรื่องของพื้นที่การเก็บอีเมล ในขณะที่ทาง Hotmail และ Yahoo ให้พื้นที่ใช้งานอยู่ที่ 1 GB แต่ของ Gmail กลับให้พื้นที่การใช้งานมากกว่าโดยอยู่ที่ 2.8 GB เทียบเท่ากับหน้าเว็บเพจถึง 1.4 ล้านหน้า !!!  

จุดเด่นโดนใจนอกเหนือจากพื้นที่การใช้งาน ที่ให้เยอะจนสามารถเก็บอีเมลไว้อย่างจุใจแล้ว Gmail ยังสามารถเช็คอีเมลเข้าใหม่ผ่านทางเว็บบราวเซอร์ของ Firefox ได้เลย นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิพิเศษในการใช้บริการต่าง ๆ ของ Google อย่างเช่น บริการ iGoogle เสริชเอ็นจิ้น แบบใหม่ที่สามารถจัดรูปแบบ การใช้งานตามสไตล์ของผู้ใช้ เพียงแค่มีอีเมลของ Gmail เพื่อใช้ในการเข้าระบบ เป็นต้น



แต่คุณรู้หรือไม่ว่า...มีเพียงประเทศ เยอรมัน และ ประเทศ อังกฤษ เท่านั้น ที่ทาง Google ต้องเปลี่ยนจาก Gmail เป็น Google Mail เนื่องจากชื่อ Gmail ซ้ำกับชื่อผู้ให้บริการอื่นที่มีอยู่ก่อนแล้ว ทำให้กลายเป็นเพียง 2 ประเทศในโลก ที่ใช้ @googlemail.com

ยางลบบนดินสอ!!

รู้หรือไม่ว่าทำไม?? ต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ
บางครั้งเราก็มองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไป
เพียงเพราะใช้เวลาสั้นๆ ในการตัดสินสิ่งนั้นว่า "ไร้สาระ"
หลายวันก่อน เพื่อนคนหนึ่งถามฉันว่า "ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ ?"
ฉันไม่ได้สนใจและใส่ใจกับคำถามนั้นสักเท่าไหร่
เพียงแค่รู้สึกว่าเป็นคำถามที่ไม่มีสาระอะไรเสียเลย
แต่ก็อดไม่ได้ที่จะตอบเล่นๆ ไปว่า
"ก็คงมีเพื่อความสะดวกมั้ง
หรือไม่ก็ช่วยให้คนขี้ลืมที่ชอบวางยางลบไม่เป็นที่เป็นทาง
ได้มียางลบ ใช้มั้ง"
เพื่อนฉันก็อมยิ้ม ก่อนที่จะตอบสั้นๆ ว่า "ไม่ใช่"
"อ้าว. . .งั้นเพราะอะไรล่ะ" ฉันก็อดที่จะถามไม่ได้
ก็เพราะว่า " คนเราสามารถทำผิดกันได้"
". . . . . . . . . . . . . . . . . . " ฉันนิ่งไปครู่หนึ่ง
หลังจากที่ได้ยินคำตอบ
และปล่อยให้เจ้าของคำถามเดินจากไป
โดยที่ไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่าคำตอบสั้นๆ ของเขาเท่านั้น
คำถามของเพื่อนที่เคยมองว่ามันไร้สาระ
กลับทำให้ได้ฉันเก็บมาคิดแทบทุกขณะที่สมองว่าง
เย็นวันนั้น ฉันจึงหยิบโทรศัพท์เขียนข้อความส่งถึงเพื่อนๆ ด้วยประโยคที่ซ้ำกัน.
"ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ . . .
เพราะคนเรามีสิทธิ์ทำผิดกันได้
แต่จงจำไว้ว่า. . .เราไม่ควรใช้ยางลบให้หมดก่อนดินสอ
เพราะนั่นอาจหมายความว่า เรากำลังทำผิดซ้ำๆ
จนความผิดนั้นอาจสายเกินแก้"
ตัวเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่คิดต่อจากเพื่อนนั้นมันจะถูกต้องหรือไม่

และเพื่อนที่ได้รับข้อความจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันต้องการจะบอกหรือเปล่า
จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ. ..นั่นไม่ใช่สิ่งที่ต้องการมากสักเท่าไหร่
แต่สิ่งที่อยากได้รับคือ เพื่อนจะคิดต่อจากความคิดของฉันอย่างไร
และลึกๆ ฉันก็แค่หวังว่า . . .
เพื่อนของฉันคงจะกล้าเผชิญหน้ากับความผิดพลาด
และไม่ประมาทในการใช้ชีวิตและยอมรับการกระทำของตัวเอง . . .
เพียงแค่นั้นฉันก็หมดห่วง
คำตอบนี้เราประทับใจมากๆ

วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

7 สุดยอดอาหารสำหรับผู้หญิง



กีวี เป็นผลไม้ที่มีระดับของ วิตามินซีสูงที่สุดชนิดหนึ่ง เรียกว่าเกือบ 2 เท่าของ วิตามินซี ที่จะได้จากส้ม 1 ผล เลยทีเดียว วิตามินซีเป็นตัวช่วยให้ ร่างกายดูดซับ ธาตุเหล็ก และโฟเลตอันเป็นสารอาหาร ที่ผู้หญิงต้องการ มากที่สุดได้ดีขึ้น โดยปริมาณของกีวีที่ผู้หญิงต้องการ ในแต่ละวันนั้นก็เพียง ครึ่งผลเท่านั้น จะให้พลังงานเพียง 46 แคลอรี่
เต้าหู้ถั่วเหลือง เต้าหู้ถั่วเหลือง 1 ชิ้นจะให้ปริมาณโปรตีนสูง ยิ่งกว่านั้นในเต้าหู้ถั่วเหลือง ยังมีสารที่เรียกว่า ฟีโตฮอร์โมน เป็นสารที่จะช่วย ให้การทำงาน ของฮอร์โมนเอสโตรเจน และพวกต่อมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการมีประจำเดือน ของผู้หญิงทำงานอย่างเป็นปกติ ต่อไปนี้ คุณคงจะต้องเพิ่มเต้าหู้ถั่วเหลือง ในมื้อใด มื้อหนึ่งของวันซะแล้ว


ถั่วลิสง เป็นอาหารอีกชนิดที่อุดมไปด้วยโปรตีน ซึ่งนอกจากประกอบไปด้วย ใยอาหารจำนวนมาก ที่จะช่วยให้ระบบการย่อยอาหาร ของคุณทำงาน อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว การรับประทานถั่วลิสง ยังให้ประโยชน์สูงสุด ในหนึ่งมื้อ ควรจะรับประทานถั่วลิสงให้มากกว่า 7-8 กรัมขึ้นไป เพราะร่างกาย นั้นต้องการ ไฟเบอร์ถึง 25-30 กรัม ต่อหนึ่งวัน


ข้าวกล้อง ข้าวกล้องให้สารอาหารอันเป็น ประโยชน์แก่ร่างกาย มากกว่าข้าวขาวถึงเท่าตัว โดยเฉพาะ วิตามิน บี อี รวมไปถึงโฟเลต ที่เป็นสารอาหารสำคัญ ที่จะปกป้องคุณ จากการเป็น โรคหัวใจ ที่สำคัญ วิตามิน อี ในข้าวกล้อง ยังมีประโยชน์ ต่อการทำงาน ของร่างกาย หลายๆ ส่วน รวมไปถึงเรื่อง สมรรถภาพทางเพศอีกด้วย


กะหล่ำ หรือที่รู้จักกันว่าเป็นผักต้านมะเร็ง ซึ่งนอกจากต้านมะเร็งแล้ว สารอาหาร ในกะหล่ำ ยังมีคุณสมบัติ ช่วยฟื้นฟูเซลล์ ภายในร่างกายอีกด้วย ที่สำคัญผักกะหล่ำ สามารถให้ผู้หญิง นำไปทำได้หลายเมนูไม่มีเบื่อ


มันฝรั่ง แค่มันฝรั่งผลขนาดพอเหมาะ ก็สามารถให้วิตามินเอ คุณได้อย่างเพียงพอ วิตามินเอที่มากับ มันฝรั่งนี้เอง จะช่วยคุณ ในเรื่องของ สุขภาพตา สุขภาพของ เส้นผม รวมไปถึงสุขภาพฟันให้แข็งแรง


แซลมอน นอกจากจะเป็นอาหารที่มีไขมัน และแคลอรี่ต่ำแล้ว แซลมอนยังมีสารอาหารสำคัญอย่าง โอเมก้า 3 อีกด้วย นอกจากนี้ก้างปลาอ่อนๆ ของแซลมอนยังเป็น แหล่งแคลเซียม ที่สำคัญสำหรับผู้หญิง เพื่อป้องกันการเป็น โรคกระดูกพรุน ที่อาจจะเกิดขึ้น ในอนาคต



อาหารทั้ง 7 อย่างเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งของอาหาร อีกหลากชนิดที่มีให้เราเลือกทาน แต่ก็นับว่าเป็นอาหารสำคัญ สำหรับผู้หญิงในการดูแล สุขภาพตัวเอง ดังนั้นการบริโภค ของที่มีประโยชน์ บ้างก็จะดีมาก แล้วก็ตามใจปากตัวเอง ให้น้อยลงสักหน่อย เท่านี้คำว่า สวยสุขภาพดี จะไปไหนเสีย


วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

20 ชื่อเมืองประหลาดก้องโลก และยังแปลกที่สุด

20. Accident, Maryland, USA



เมือง"อุบัติเหตุ"นี้เป็นเมืองขนาดย่อมในรัฐแมรี่แลนด์ของอเมริกา มีคนอาศัยอยู่ราว 300-400 คน เป็นเมืองเก่าแก่ และเป็นหนึ่งในเมืองแรกๆของรัฐนี้เลยทีเดียว (อ่านเพิ่มเติมที่wiki) ที่มาของชื่อนั้นไม่ชัดเจนแต่ฟังดูไม่ค่อยปลอดภัยเลยนิ

19. No Name, Colorado, USA



"ไร้ชื่อ" เป็นชื่อเมืองๆหนึ่งในรัฐโคโลราโดของสหรัฐ ไม่รู้ว่าคนตั้งคิดอะไรไม่ออกแล้วหรืออย่างไร ถ้าจะไม่ตั้งก็ไม่ตั้งเลยอาจจะดีกว่า ฮ่า ฮ่า (wiki)

18. Boring, Oregon, USA



ท่าทางคนที่มีหน้าที่ตั้งชื่อเมืองในสหรัฐจะค่อนข้างเบื่อหน้าที่การงานจริง จริ๊ง ... ไม่ใช่นะ เมืองอุตสาหกรรมไม้ในโอเรกอนนี้ตั้งชื่อตามผู้ตั้งรกรากคนแรก W.H. Boring ในปี 1903 (wiki) ถึงแม้ชื่อจะประหลาดแต่ก็เป็นที่ชื่นชอบของชาวเมืองส่วนใหญ่ (จริงเหรอเนี่ย?)

17. Toad Suck, Arkansas, USA



เมืองในรัฐอาคันซอของอเมริกาเมืองนี้ท่าทางจะเกลียดคางคกเอามากๆ ตามตำนานของเมืองเล่าว่าชื่อนี้มีที่มาจากคำสบถองผู้ตั้งรกรากรุ่นแรกๆ (อ่านได้ที่ wiki) เมืองนี้ยังเป็นต้นกำเนิดงานกุศล Toad Suck Daze ที่จัดเป็นประจำทุกปีอีกด้วย

16. Condom, Gres, France



เมืองในฝรั่งเศสเมืองนี้ไม่ได้หมายความว่า"ถุงยางอนามัย"อย่างที่ใช้ในภาษา อังกฤษ เพราะคำว่าถุงยางอนามัยนั้นในฝรั่งเศสจะใช้คำว่า preservatif (อ้างอิงจาก wiki)แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เมืองๆนี้ปลอดจากนักท่องเที่ยวที่สนใจในเมืองที่ ชื่อประหลาดเมืองนี้

15. Embarrass, Minnesota, USA



เมืองที่(ไม่)"น่าอับอาย"ในรัฐมินนิสโซตาเมืองนี้เป็นเจ้าของสถิติอุณหภูมิ ต่ำที่สุดในอเมริกาที่ -57 องศาฟาเรนไฮส์ (ประมาณ -50 องศาเซลเซียส) ชื่อเมืองนี้ตั้งตามแม่น้ำที่ไหลผ่านเมือง ซึ่งตามภาษาฝรั่งเศสแปลว่า"สะกัดกั้นด้วยสิ่งกีดขวาง" (wiki)... ก็ไม่ดีไปมากว่ากันเท่าไหร่นัก

14. Hell, Stjordal, Norway



หมู่บ้านในประเทศนอร์เวย์แห่งนี้เงียบสงบและมีทิวทัศน์ที่ห่างไกล่จากชื่อ เมืองมากนัก คำว่า Hell นี้ในภาษานอร์เวย์สามารถแปลว่า"โชคดี"ได้ด้วย (wiki) เมืองนี้ยังเป็นที่จัดงานดนตรีบลูส์ประจำปี Hell Blues Festival (ภายหลังเปลื่ยนชื่อเป็น Hell Music Festival)

13. Middelfart, Denmark



เมืองใหญ่แห่งหนื่งในเดนมาร์กนี้ไม่ได้หมายถึง"ตด"ในภาษาอังกฤษแต่อย่างใด แต่ตั้งตามภาษาท้องถิ่นที่แปลว่า"ทางผ่านหลวง" เพราะเป็นเมืองท่าที่เชื่อมเกาะ 2 เกาะและมีเรือข้ามฝากถึง 3 สายมาหยุดที่เมืองนี้ (ข้อมูลจาก wiki)

12. , Newfoundland, Canada




เมืองบนเกาะนิวฟันแลนด์ของแคนาดานี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องลามกแต่ประการใด แต่ตั้งตามชื่อเกาะเล็กๆที่อยุ่ห่างจากชายฝั่งเมืองไปเล็กน้อย ชื่อที่พิลึกพิลั่นนี้ทำให้มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเป็นประจำ (ข้อมูลจาก wiki)

11. Hooker, Oklahoma, USA




นี่ไม่ใช่เมืองของผู้หญิงขายบริการแต่ประการใด แต่หากเป็นชื่อชุมชนธรรมดาๆแห่งหนึ่งในเขต Texas County ในรัฐโอกลาโฮมาของสหรัฐ (wiki)

10. Titty-Ho, Northampshire, UK




เมืองที่ชื่อแปลกนี้อยู่ในเขตเมืองนอร์ทแอมเชียร์ทางตอนกลางของประเทศอังกฤษ ป้ายทางเข้าเมืองนี้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกันมาก

9. Big Ugly, West Virginia, USA




ไม่ได้หมายความว่าผู้คนในเมืองนี้จะหน้าตาน่าเกลียด แต่มีเรื่องเล่าว่าชุมชนเล็กๆในเขต Lincoln County ของรัฐเวสต์เวอจิเนียนี้ได้ชื่อมาจากรูปร่างภูมิประิเทศที่ขรุขระไม่น่าดู (wiki) ไม่ต้องสงสัยว่าเป็นชื่อเมืองที่เหมาะกับหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เป็นอย่าง มาก (ฮา)

8. Pity Me, Durham, UK




ชื่อหมู่บ้านที่ชวนให้น่าสมเพชนี้ตั้งอยู่ในเขต Durham ในประเทศอังกฤษ ว่ากันว่าชื่อนี้ตั้งขึ้นในสมัยการรุกรานของพวกไวกิ้ง (wiki) อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ชื่อที่ให้ความรู้สึกที่ดีเลย

7. Anus, Bourgogne, France




เมืองเล็กๆที่สงบในฝรั่งเศสเมืองนี้ีไม่มีชื่อเสียงในด้านไหนนอกจากชื่อที่พิลึกพิลั่น (wiki)

6. tone, South Yorkshire, UK




อย่าอ่านผิดเชียวนะ! ชื่อเมืองเก่าแก่ในเขตเซาท์ยอร์กเชียร์ของอังกฤษนี้ต้องอ่านว่า PEN-IS-TON ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษโบราณแปลว่า"หมู่บ้านกสิกรรม" ปัจจุบันเมืองนี้ก็ยังมีชื่อเสียงด้านตลาดสดและสินค้าเกษตร (wiki)

5. terton, Dorset, UK


ชื่อเมืองที่ไม่น่าภูมิใจเลยนี้ตั้งอยู่ในเขต Dorset ในประเทศอังกฤษ (wiki) น่าแปลกที่มีคนคอยขโมยป้ายเมืองอยู่เป็นประจำ (สงสัยจะเป็นที่ต้องการของตลาด) ที่แน่ๆนี่เป็นชื่อที่แม้แต่นักเดินทางก็ไม่ค่อยกล้าจะถาม (กลัวเสียมารยาท)

4. Crapstone, Devon, UK


ชื่อนี้ไม่ได้หมายความว่าเมืองในเขต Devon ในประเทศอังกฤษแห่งนี้จะเต็มไปด้วยของเสียที่ออกมาทางทวารหนักแต่ประการใด แต่ชื่อนี้ก็เป็นที่นิยมขนาดมีบริษัทเอกชนแห่งหนื่งแอบอ้างเอาไปใช้ในโฆษณา ของตนเองจนชาวเมือง (ตัวจริง) ฟ้องร้องในปี 2007 (wiki)

3. Intercourse, Pennsylvania, USA


ชื่อเมืองนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรบนเตียงแน่ แต่น่าจะเพี้ยนมาจากชื่อของสนามแข่งม้า Entercourse ที่อยู่ใกล้ๆมากกว่า ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ชื่อเมืองที่พิลึกนี้ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมอยู่ไม่ขาด แถมป้ายชื่อเมืองก็ถูกมือดีคอยขโมยอยู่เนืองๆ (wiki)

2. Crotch Crescent, Oxford, UK


ชื่อเมืองที่แทบจะแปลให้ไปในทางที่ดีไม่ได้เลยนี้ตั้งอยู่ในเขตออกฟอร์ดของ อังกฤษ เป็นหนึ่งในสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ที่มักจะมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเป็นประจำ

1. , Tarsdorf, Austria


สายตาคุณไม่ได้มีอะไรผิดปรกติแน่นอน นี่เป็นชื่อจริงของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขต Tarsdorf ในประเทศออสเตรีย ชื่อนี้มีที่มาจากผู้ตั้งรกรากคนแรกที่ชื่อ Focko และมีความหมายในภาษาเยอรมันโบราณว่า"สถานที่ของคนของ Focko" ป้ายเมืองนี้ถูกขโมยบ่อยมากจนทางการต้องทำป้ายฐาวรที่มีฐานคอนกรึตมาวางแทน คนในเมืองนี้ก็ชื่นชอบชื่อนี้มากขนาดมีการโหวตเพื่อห้ามไม่ให้ทางการมา เปลี่ยนชื่อเมืองของพวกเขา (wiki)